ไม่ได้โผล่มาพิมพ์นานมากๆ ปกติมีแต่แวะเข้าไปดูของคนอื่น
วันนี้รู้สึกมันครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรบอกไม่ถูก
การนั่งรถตู้โดยไม่ได้หลับ(จัดหนักกาแฟก่อนขึ้นรถ)
ทำให้หัวมันนึกเรื่องราวไปเรื่อยเปื่อย อยู่ดีๆก็เกิดนึกถึง
เรื่องบางเรื่องขึ้นมา 
(ต้องขออภัยหากสิ่งที่กล่าวถึงดูเกินจริงไปบ้าง ก็เพื่ออรรถรสของท่านผู้อ่่านเองนั้นแหละ)
 
ตัวเราเองก็อายุย่างเข้า ยี่สิบเอ็ดหรือยี่สิบหนึ่ง(แล้วแต่สะดวก) พบเจออะไรมากมายแต่ก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่
สิ่งที่ผ่านๆมาก็เจอทั้งคนดี คนเกือบดี คนเลว คนเกือบเลว แต่ตัวเราเองก็ต้องขอออกตัวล้อฟรีก่อนเลยว่าไม่ได้มีกฎเกณฑ์มาตราฐานการวัดความดีเลววิเศษวิโศ อย่างไรเอาเพียงแต่ที่สังคมเขาวัดๆกันก็พอแล้ว
"สังคม" คือสิ่งที่ตัวเราเองทุกๆท่านเจอะมาตั้งแต่อ่อนแต่ออก หรือจะเถียงก็คงไม่ได้ การเรียนการสอนในสังคมนี้ก็มักเป็นไปตามหลัก"กาละแมสูตร" ที่ไม่ใช่"กาลามสูตร"คำสอนแห่งพระพุืทธองค์ ซึ่งหลัก "กาละแมสูตร" ก็คงเริ่มจากบิดามารดรที่ทรงสอนให้เราเชื่อเีพียงเพราะเชื่อตามๆกันมา ก็อาม่าบอกว่างั้น ไม่ก็ คุณยายท่านสอนมาแบบนี้ อะไรเถือกนั้น(อันนี้บ้างบ้านเค้าก็สอนดีนะครับ) งั้นเรามาเปรียบเทียบ กันละหว่างสองสูตรนี้นะจ๊ะ
โดยเริ่มจาก 

กาลามสูตรกังขานิยฐาน 10

หมายถึง วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร

  1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
  2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
  3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
  4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
  5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
  6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
  7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
  8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
  9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
  10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
แล้วทางฝั่ง กาละแมสูตรล่ะมาเริ่มกันเลยยยย
 
หมายถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อสร้างขนมกาละแม??
 
1. ปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังผู้ใหญ่มา
2. ปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังกันมาหลายๆคน
3. ปลงใจเชื่อ ด้วยเขาบอกแต่ข้อดี(ข้อเสียไม่ทันฟัง ไม่ก็ไม่ตั้งใจฟัง)
4. ปลงใจเชื่อ ด้วยเขาพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ สมุด
5. ปลงใจเชื่อ เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง เมพขิงๆ
6. ปลงใจเชื่อ เพราะว่า...ก็ทำไมอ่ะกุเชื่ออ่ะมันเป็น ปาฏิหาริย์!!
7. ปลงใจเชื่อ เพราะว่าก็มันเป็นไปตามหลักเหตุและผล(ของเราคนเดียวแล้วนี่)
8. ปลงใจเชื่อ เพราะว่ามันใช่อ่ะเหมือนที่ในทฤษฎีเลย(แหงแหละก็คุณมองหาแต่สิ่งที่เชื่อโยงหากันได้ แล้วตัดอย่างอื่นทิ้งออกหมดมันก็เกี่ยวกัน จนได้นั้นแหละ จะให้ตัวผมพูดถึงความเกี่ยวข้องของแมว กับ พลาสติก ก็ได้อยู่นะเออ)
9. ปลงใจเชื่อ เพราะว่าก็มันเป็นได้ไม่ใช่เหรอ นิดๆหน่อยๆมันก็มีโอกาศนะเฟ้ยย(แม้โอกาศจะได้ สเตรท ฟัดจ์มันน้อยแต่มันก็มีนะ )
10. ปลงใจเชื่อ เพราะว่าก็นั้นเขาเป็นอาจารย์ เป็นพระเลยนะ แถมยังเป็นผู้ใหญ่ด้วย(ข้อ 1.) ยังไงๆก็ต้อง เชื่อล่ะเฟ้ยยเฮ้ยย!!
 
 
เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยสงสัยกันว่า "เฮ้ยย!! ป๊าครับ/ค่ะ ทำไมพวกหนูต้องนับถือศาสนาพุทธด้วยล่ะค่ะ" แม้จะไม่เคยถามกัน แต่บางคนอาจคิดคำตอบได้ด้วยตัวเองว่า "ก็ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินิ" ไม่ก็ "ก้พ่อแม่นับถือศาสนาพุทธนี่น่า" อะไรทำนองนี่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จบลงตรงที่ไม่ได้เปลี่ยนศาสนาเพราะว่าพอโตขึ้นก็รู้อะไรมากขึ้นนั้นเอง ผมไม่ได้อะไรหรอกนะครับ เพราะตอนนี้ผมเองก็เป็น พุทธศาสนิกชน เหมือนเดิมแม้จะยังไม่ได้บวชเรียน แต่ผมก็ยังจะนับถือศาสนานี้ต่อไปด้วยเหตุผลที่ว่า "ผมรักการมีเหตุและผลมาลองรับไม่คิดงมงายต่างหาก" แต่ผมก็ไม่ได้กล่าวร้ายศาสนาอื่นนะครับ เพราะยังไง "ทุกศาสนาก็แค่ต้องการให้ทุกคนเป็นคนดี" เป็นคำสอนของอาจารย์ตอนประถมครับ ซึ่งผมก็ว่าจริงตามนั้นแต่แค่ทุกคนทำตามได้บ้างไม่ได้บ้างเท่านั้นเอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

บันทึก วันหยุดปีใหม่

วันที่ 29 ธันวาคม 2552

อีกไม่กี่วันก็จะปีใหม่แล้วนี่ก็คงเหมือนกับทุกๆปีที่ไม่มีการฉลองปีใหม่ ครอบครัวเรานี่มันแปลกจริงๆปีใหม่ทั้งทีทำไมไม่ทำอะไรพิเศษๆหน่อยนะ งั้นกลับบ้านซะหน่อยล่ะกันน่ะพ่อกับแม่จะได้ดีใจแถมได้ไปกินหมูกระทะกับเหล่าๆเพื่อนเก่าอีกด้วยหรือไม่กลับบ้านดีนะจะได้ไปเที่ยวหลายๆที่ด้วย อืม(ต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งสินะถ้ากลับก็ไม่ได้เที่ยว ถ้าเที่ยวก็ไม่ได้กลับไปหาพ่อแม่เพื่อนๆ)…สุดท้ายก็จบด้วยการกลับบ้านพ่อแม่จะได้ดีใจและหมูกระทะกับเพื่อนๆที่รอคอยระหว่างที่รอเพื่อนมารับก็นั่งเล่นเกมส์ออนไลน์ไปเรื่อยๆบ่ายสามกว่าๆเพื่อนก็มารับสักทีนัดกันไว้เก้าโมงเช้าแท้ๆระหว่างกับบ้านแม่ก็โทรมาว่าทำอะไรอยู่มหาวิทยาลัยเค้าไม่หยุดให้เหรอ? ก็หยุดสิครับแม่แถมกำลังกลับบ้านอยู่ด้วย แม่ดีใจน่าดูเลยแล้วผมก็นั่งรถเลยไปกินหมูกระทะกับเพื่อนก่อนแล้วก็กลับบ้าน

       วันที่ 30 ธันวาคม 2552

วันนี้ไม่มีอะไรเลยไม่ได้ทำอะไรเลยแถมตื่นสายแล้วก็เล่นคอมพ์แค่นั้นเอง

        วันที่ 31 ธันวาคม 2552

จะสิ้นปีแล้วยังไม่มีอะไรทำเป็นพิเศษเลยแหะจึงตัดสินใจว่าจะตัดผมดีรึไม่ ถ้าตัดก็จะดูดีขึ้น ถ้าไม่ตัดก็เดิมๆด้วยระบบตรรกะอันซับซ้อนจึงตัดสินใจไปตัดผมดีกว่าเพื่อที่จะได้ดูดีขึ้น หลังจากตัดเสร็จก็กลับมาบ้านแม่ก็เอ่ยขึ้นมาว่าเดียววันนี้จะพาไปกิน MK” เฮ้ย!!!! เป็นไปได้ไงเนี่ย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกินเลยนะเนี่ย หมายถึงที่ไม่ใช่แบบที่มีญาติคนอื่นไปด้วยอ่ะนะสุดยอดไปเลยแหะ ไปกินกันพร้อมหน้าพร้อมตาพี่น้องพ่อแม่และเรา ดีจริงๆไปกินก่อนตอนดึกมากเลยสี่ทุ่มเห็นจะได้ MKเค้าปิดห้าทุ่ม ไปถึงรีบสั่งรีบกินแล้วก็กลับบ้านตลกดีตอนกินนี่ไม่ได้พูดกันสักครั้ง มันฉลองอะไรกันตรงไหนล่ะเนี่ยแต่ไม่เป็นไรมีความสุขเหมือนกันค่อยกลับมาคุยกันที่บ้านก็ได้ หลังจากนั้นก็มานั่งดูทีวีรอเคาท์ดาวน์ปีใหม่พร้อมพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือถือไปเรื่อยๆ พิมพ์ลบๆจนได้ที่ถูกใจ มีสองข้อความข้อความแรกสำหรับเพื่อนๆที่มหาวิทยลัย อีกข้อความสำหรับ เพื่อนเก่าๆและญาติด้วยระหว่างรอปีใหม่ที่กำลังมาถึงมีเพื่อนบ้างคนเริ่มส่งข้อความมาบ้างแล้ว(คิดในใจทำไมมันรีบจังนะ)ในที่สุดก็

5…4…3…2…1… สวัสดีปีใหม่คร้าบบบบบ(เสียงพิธีการในทีวี) ผมก็เริ่มส่งข้อความเหล่านั้นออกไป และเริ่มรับข้อความจากคนอื่นๆเหมือนกันเปิดอ่านไปก็เพลินไป เสียง ติ๊ดๆ ของโทรศัพท์เวลาข้อความเข้าดังไม่หยุดจนกระทั่งเวลาตีสี่ที่ผมหลับไป

                      1 มกราคม2553

ตื่นขึ้นมาก็พบว่ายังมีข้อความที่ไม่ได้อ่านอีก มันมาตอนไหนอีกละเนี่ย วันนี้ก็กลับมามหาวิทยาลัยแล้วเพราะว่ามีเพื่อนกลับวันนี้ด้วยเลยกลับมาอยู่เป็นเพื่อนนอกนั้นก็ไม่มีอะไรเลย มีการนัดแผนการสำหรับวันพรุ่งนี้กับเพื่อนว่าจะทำอย่างไรดีอยากไปไหว้พระและก็ดูหนังด้วย อยากดู AVATAR ที่พารากอนจึงเกิดทางเลือกว่า ไปไหว้พระตอนเช้าตรู่แล้วไปดูหนังตอนเที่ยง หรือไปดูหนังยามสายแล้วอดไหว้พระ จากการดูรายละเอียดต่างๆนานา ทำให้ตัดสินใจได้ว่าเราควรไปไหว้พระก่อนแล้วค่อยไปดูหนังไม่งั้นถ้าไปดูหนังก่อนอดไหว้พระแน่ๆ

                2 มกราคม 2533

วันนี้ตื่นแต่เช้าไปไหว้พระตามแผนการพร้อมพกเงินไปด้วยห้าร้อยยี่สิบบาทถ้วน เงินห้าร้อยเข้ากรุงเทพมหานครมันจะพอรึเปล่านะไหว้พระเสร็จเพื่อนก็ลากไปกินข้าวก่อนเลย ผลาญเงินไปแล้ว สามสิบบาทนั่งรถตู้ไปอนุเสารีย์อีก หกสิบบาท รถไฟฟ้าไปสยามอีก ยี่สิบบาท ไปถึงพบว่าคนที่โรงเยอะมากแถมค่าตั๋วก็แพงสุดๆ สามร้อยบาทจ่ายไปพร้อมกับความหายนะทางการเงินเพื่อนชวนหาอะไรกินแต่ว่าผมเริ่มยาจกแล้วล่ะสิ บังเกิดทางเลือกในใจขึ้นมาว่าหาอะไรกินที่พารากอนหรือกินที่อนุสาวรีย์ผลลัพธ์ของทั้งคู่ต่างมีผลต่อชีวิตผมพอๆกันจากทางเลือกแรกมันจะทำให้ผมไม่มีเงินกลับมหาวิทยาลัยแต่จากอีกทางเลือกหนึ่งผมสามารถนั่งรถกลับถึงมหาวิทยาลัยได้พอดีเลยคิดได้ดังนั้นจึงชวนกันไปกินข้าวที่อนุสาวรีย์แทนช่วยได้เยอะเลยหลังจากจ่ายค่ารถตู้กลับมหาวิทยาลัยก็หมดเงิน ห้าร้อยยี่สิบบาทถ้วน พอดีๆจริงเลยเฮ้ย!!!!แล้วพรุ่งนี้กินอะไรล่ะ...ไม่มีตังค์แล้วเนี่ยยย 

Coming soon!!!

posted on 13 Dec 2009 16:45 by whyachtid

หลังจากที่หายไป ห้าร้อยชาติกว่าๆได้ จึงเริ่มกลับมาอัพใหม่อีกครั้ง

แต่ก็นึกอะไรไม่ออกนอกจากที่เคยอัพค้างไว้เรื่อง ทฤษฎีมนุษย์วิวัฒน์

กลับมาอ่านอีกครั้ง แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรต่อจากนั้นดี

เฮ้อออ!!!!!!!!!!

แต่สัญญาว่าถ้านึกออกว่าจะเขียนออกมายังไงจะเขียนต่อแน่นอน

ว่าแล้วก็ไป นึกก่อนดีกว่านะ

 

หายไปตั้งหน้าตั้งตาเรียน 

แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยได้อะไรเ่ท่าไหร่เลย

เรื่องเรียน เรื่องรัก

ไม่ได้เรื่องทั้งคู่เลย 

แย่ชะมัด 

 

By เรือพาย

edit @ 13 Dec 2009 17:00:32 by เรือพาย